วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทดสอบการส่งงาน

ทดสอบการส่งงานครั้งที่ 1 ที่นี่

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ผีมีจริงไหม

เอามาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรากัน ฟังพอเพลินๆ ถ้ามีคติบ้างก็เอาติดขาติดแข้งเอาไว้ ไม่ต้องใส่บ่าแบกหามให้มันหนัีกนะจ๊ะวันนี้เรามาศึกษาเรื่องผี ผี กัน เพราะผี ก็คืออดีตมนุษย์ มีภพภูมิอยู่ใกล้เคียงกับมนุษย์มาก แต่เป็นภพซ้อนภพ เรามักจะได้ยิน คำว่า "ภูตผีปีศาจ" กันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ จนทำให้เข้าใจว่าเป็นคำๆ เดียวกัน แต่จริงๆ แล้ว มันคนละอย่างกัน คือต้นเดียวกัน แต่ว่าคนละกิ่งคนละแขนง ภูตอย่างหนึ่ง ผีอย่างหนึ่ง ปีศาจอย่างหนึ่ง มีหน้าตา พฤติกรรม และความสามารถแตกต่างกัน นี่แสดงว่าบรรพบุรุษของเราท่านไม่ใช่งมงาย แต่ท่านมีดวงปัญญาที่สว่างไสวมาก แต่คนในยุคนี้ไม่รู้ความหมายของคำที่ท่าน พูดทิ้งเอาไว้ บางคนไปเหมาเอาเองว่า ภูต ผี ปีศาจ นาค ยักษ์ คนธรรพ์ ครุฑ ไม่มีจริง เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นบ้าง หรือปลอมปนกันขึ้นมาบ้าง ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้มีจริง และได้มีกล่าวไว้มากมายในพระไตรปิฎก จริงๆ แล้ว เมื่อเรายังไม่ได้พิสูจน์ หรือพิสูจน์ไม่ได้เพราะทำไม่จริงจังหรือไม่ถูกหลักวิชชา ไม่ควรไปสรุปอย่างนั้น เพราะเรื่องเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ แต่ต้องพิสูจน์แบบพุทธวิธี และทุกคน ในโลกสามารถพิสูจน์ได้ ยกเว้นบุคคล ๒ ประเภท คือ คนตาย และคนบ้า ปัญญาอ่อน เพราะเขาสูญเสียระบบประสาทการเรียนรู้ แต่ถ้าคนดีๆ สามารถพิสูจน์ได้ทุกคน ไม่จำกัดกาลเวลา แค่ทำให้ถูกหลักวิชชาอย่างจริงจังก็ทำได้ทั้งนั้นผีอันที่จริงก็คือ อดีตมนุษย์นั่นเอง คำว่า "ผี" มีความหมายกว้างมาก เพราะรวมถึงกายละเอียดในระดับพื้นมนุษย์ หลายๆ อย่าง เช่น สัมภเวสี ภุมมเทวา ยักษ์ วิทยาธร เป็นต้น เราควรมาศึกษาทำความรู้จักกับเพื่อนอดีตมนุษย์บ้าง เราจะได้รู้ว่า ความเป็นอยู่เขาเป็นอย่างไร ทำไมเขาต้องไปอยู่อย่างนั้น ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจทีเดียว กระสือ คือ ภูตชนิดหนึ่ง วิบากกรรมที่ทำให้เป็นภูต ตอนเป็นมนุษย์หากินทางมิชอบ คือ หลอกลวงต้มตุ๋นเพื่อนมนุษย์ เช่น นำ ของปลอมมาหลอกขายเป็นของจริง หรือของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม ตายแล้วก็จะไปเป็นเปรตก่อน มีความหิวโหยมาก ชอบกินมูตรคูถ ของบูดของเน่า เพราะวิบากกรรมมีพฤติกรรมสกปรก โลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นในทางมิชอบ พ้นสภาพจากเปรต หากกรรมยังไม่หมดก็จะมาเกิดเป็นภูต จะกินได้เฉพาะของสกปรก ของคาว ของเน่าเหม็น โดยจะเข้ามาสิงคนที่มีวิบากกรรมเหมือนที่ตัวเองเคยทำตอนเป็นมนุษย์ คือไม่ใช่จะเข้าสิงใครก็ได้ จะเข้าสิงได้เฉพาะบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ คือมีวิบากกรรมอย่างเดียวกัน มันถึงจะดูดไป หากันได้ ภูตมีลักษณะรูปร่างคล้ายๆ ผี แต่มีฤทธิ์มากกว่า คือสามารถแปลงกายเป็นสัตว์ได้ แต่ผีแปลงกายไม่ได้ ภูตบางตนแปลงได้มาก บางตนแปลงได้น้อย บางภูตแปลงได้ ๒ อย่าง ๓ อย่าง ๔ อย่าง บางภูตแปลงได้แค่เป็นหมาดำตัวใหญ่ บางภูตแปลงเป็นงูได้ เป็นต้น ภูตจะมีชีวิตสิงมนุษย์อยู่เหมือนกาฝากที่ติดตามต้นไม้ต่างๆ ยิ่งอยู่นานไปก็จะยึดทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์นั้น เหมือนกาฝากที่ขยายขึ้นคลุมต้นไม้ พวกนี้จะชอบที่มืด ไม่ชอบแสงสว่าง แต่ไม่มีหัวและไส้ตามที่เข้าใจ จะถอดจิตของเจ้าของร่างออกขณะเจ้าของร่างนอนหลับ เมื่อถอดไปแล้วเจ้าของร่างก็ไปไหนไม่ได้ จะเห็นเป็นดวงไฟสว่างเป็นสีๆ ส่วนใหญ่ ก็จะมีสีเหลือง สีแดง สีเขียว สีส้ม ลอยขึ้นๆ ลงๆ เพื่อหาอาหารดวงนั้นก็คือ ดวงจิตของมนุษย์ที่มีวิบากกรรม แล้วถูกบังคับให้ออกมา โดยภูตจะหุ้มดวงจิตนั้นไว้ ซึ่งมนุษย์จะเห็นแค่เพียงดวงลอยไปเท่านั้น แต่มองไม่เห็นตัวภูต กระสือชอบกินของสกปรก ของคาว ของเหม็นเน่า เวลากินก็ต้องแปลงร่างเป็นภูตก่อน มีรูปร่างคล้ายๆ คน ผอมๆ ดำๆ น่าเกลียด ไม่นุ่งผ้า แต่คนจะมองเห็นแค่ดวง แต่ตัวก็จะแปลงพรึบขึ้นมาเลย มันจะกึ่งหยาบ กึ่งละเอียด แล้วก็กินของเน่าสกปรกด้วยความเอร็ดอร่อย เพราะวิบากกรรมบังคับ กินเสร็จแล้ว จะมาเช็ดปากกับเสื้อผ้าที่ชาวบ้านตากทิ้ง ไว้ค้างคืน แล้วทิ้งร่องรอยสกปรกไว้ มีความเชื่อ ว่า ถ้าเอาผ้าที่ผีกระสือเช็ดปากไปฟาดที่บันไดจะทำให้คนที่เป็นกระสือเกิดปากบวมบ้าง หรือเอาผ้าไปต้มให้ปวดแสบปวดร้อนบ้าง นี่ก็เป็นเรื่องราวที่เสริมแต่งกันไป ผีกระสือมีทั้งหญิงและชาย ชื่อนั้นก็แล้วแต่มนุษย์จะสมมุติเรียก เช่น ผู้หญิงก็เรียกว่าผีกระสือ ผู้ชายก็สมมติเรียกว่า ผีกระหัง แต่ผีกระหังไม่มีกระด้งเป็นปีกหรือมีหางเป็นสากตำข้าว อันนี้มนุษย์สมมติกันขึ้นมา จะมีการสืบทอดจากร่างหนึ่งไปอีก ร่างหนึ่ง เมื่อวิบากกรรมนั้นยังไม่หมด และมีหลากหลายวิธี โดยผู้ที่จะมารับสืบทอดต้องมีกรรมชนิดเดียวกัน ถ้าไม่มีผู้มีกรรมแบบเดียวกัน ภูตก็ต้องตายไปพร้อมกับร่างที่สิงนั้น คล้ายต้นกาฝากตายพร้อมกับต้นไม้ที่ตัวเกาะอยู่ แล้วไปเกิดเป็นอย่างอื่นตามวิบากกรรมต่อ เหมือนตายจากเปรตมาเป็นภูต ตายจากภูตก็ไปเป็นอะไรต่ออะไรตามวิบากกรรมที่ทำมาผีปอบ คือ ผีสายยักษ์ อยู่ในสายการปกครองของท้าวเวสสุวัณ ที่เข้าสิงร่างมนุษย์ก็เพื่ออาศัยร่างมนุษย์กินอาหาร โดยเฉพาะอาหารดิบๆ หรือสัตว์เป็นๆ เช่น ไปหักคอเป็ดไก่ในเล้ากิน หรืออาศัยร่างเหมือนเป็นร่างทรง เพื่อยกระดับตัวเองว่ามีผู้นับถือมากๆ หรือเพื่อทำร้ายให้เจ็บป่วยหรือตาย เพื่อที่ว่าตายแล้วจะได้ไปเป็นบริวารหรือ สานุศิษย์ หรือตายแทน เพื่อตนจะได้ไปเกิดใหม่ ไม่ใช่ว่าเข้าสิงได้ทุกคน จะเข้าสิงร่างมนุษย์ที่มีวิบากกรรมทางนี้ คือ อดีตเคยนับถือผีเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกยามมีทุกข์ จนเป็นประเพณีธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา มีจิตผูกพันกับผี และกรรมทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์เซ่นไหว้ผี บางทีก็ฆ่าสัตว์เล็ก เช่น เป็ด ไก่ บางทีก็ฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย เป็นต้น จึงทำให้พวกนี้มาเข้าร่างได้ การเข้าสิงเขาจะกดทับด้วยมนตร์ทำให้ขาดสติ หรือหมดสติไป ขึ้นอยู่กับว่าทับครึ่งตัวหรือว่าเต็มตัว ถ้าครึ่งตัวก็จะขาดสติ แต่พอรู้อยู่บ้าง แต่ว่าบังคับตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าเต็มตัวนี่จะหมดสติไม่รู้สึกตัวทำไมคนเราจึงเกิดมาต่างกัน ทำไม บางคนจึงต้องไปเกิดในหมู่บ้านที่มีคนนับถือผี เลี้ยงผี ที่ไปเกิดตรงนั้นเพราะมีวิบากกรรมหลายอย่าง เช่น ทำทานมาน้อย มีความตระหนี่ อวดดื้อถือดีจัดจนเป็นนิสัย เลยทำให้ไปเกิดใน หมู่บ้านชาวป่าที่นับถือผี มีการฆ่าสัตว์เซ่นไหว้ผี ตามความเชื่อถือของบรรพบุรุษที่จริงการฆ่าสัตว์ใหญ่สัตว์เล็กเซ่นไหว้ผีนั้นเป็นเพราะความไม่รู้ว่าจะไปพึ่งอะไรในยาม ที่มีทุกข์ เช่น เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่รู้สาเหตุมาจาก อะไร ก็เลยคิดว่าผีทำ จึงทำการเซ่นไหว้ผี ซึ่งบางทีก็หาย บางทีก็ไม่หาย ที่หายเพราะว่าโรคมีน้อยกับหมดกรรม จึงคิดว่าผีช่วย จิตก็หมกมุ่นอยู่กับเรื่องผีๆ ตายแล้วก็กลายไปเป็นผีบ้าง ปีศาจบ้าง ก็หมุนเวียนวนกันอยู่อย่างนี้ ซึ่งแต่เดิมก็ไม่ได้รู้ว่ามีผีหรือไม่มี เมื่อมีความทุกข์ก็คิดว่าผีแกล้ง จะต้องเซ่นไหว้ แล้วผีจะช่วย นานวันเข้าเมื่อนับถือผีแล้ว ใจก็ ผูกพันอยู่กับผี ตายแล้วก็ไปเป็นผี ต่อมาจึงกลายเป็นเลี้ยงผีจริง แต่เดิมผียังไม่มี แต่คิดว่ามี พอคิดว่ามีใจก็ไปผูกพันกับความไม่รู้ตรงนี้ เอาของมาเซ่นไหว้ แล้วยิ่งบังเอิญเซ่นแล้ว หายป่วย ก็เซ่นไหว้ด้วยการฆ่าสัตว์ทำปาณาติบาตเข้าไปอีก ก็ยิ่งเห็นผิดเข้าไปอีก พอตายไปแล้ววิบากกรรมทำให้ไปเกิดเป็น ผีอยู่แถวนั้นเมื่อความเชื่อสืบทอดมาถึงชนรุ่นหลัง คราวนี้ก็ได้นับถือผีจริงๆ แต่ผีก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะตัวเองก็ลำบาก อดๆ อยากๆ ต่อมาผู้ที่ตายก็กลายเป็นผี มีผีบางตนไปพบกับวิทยาธร ก็ขอเรียนมนตร์เรียนไสยเวท ซึ่งส่วนมากมักจะเรียนเพื่อมุ่งทำลายล้างกันเป็นส่วนใหญ่ ก็จะมีวิชาพวกนี้ มากระซิบข้างหู ให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วก็เลยนับถือสืบๆ กันต่อๆ กันเรื่อยมาเพราะฉะนั้น คนที่ถูกผีเข้า ผีสิง หรือเกิดในครอบครัวนับถือผี จะพ้นจากกรรมพวกนี้ได้ ต้องเลิกนับถือผี แล้วให้ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย ทำบุญทุกบุญ ทั้งทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอจนตลอดชีวิต ก็จะพ้นจากกรรมเหล่านี้ได้เพราะใจผูกพันกับอะไรก็จะไปอยู่กับสิ่งนั้น ผูกพันกับคนก็ไปอยู่กันคน ผูกพันกับสิ่งของ ผูกพันกับสัตว์ ผูกพันกับวิชา หรือผูกพันกับสิ่งที่ตัวนับถืออย่างไร มันก็จะไปอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงสอนให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้ผูกพันกับสิ่งใดที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร แต่ให้มาผูกพันกับ พระรัตนตรัย เพราะพระรัตนตรัยเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับhttp://www.dmc.tv/index.php?module=a...casestudy&om=6

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราท้อง

1. การขาดประจำเดือน ประจำเดือนที่เคยมาอยู่สม่ำเสมอ เกิดหายหน้าหายตาไป อาทิตย์ก็แล้ว สองอาทิตย์ก็แล้ว...เดือนหนึ่งก็แล้ว ประจำเดือนยังเฉย ก็พึงสังวรไว้เลยว่า อาตมาท้องแล้วก็ได้

2. มีอาการแพ้ท้อง ใครที่ไม่เคยท้อง อาจจะไม่รู้ว่า อาการแพ้ท้องนั้นเป็นฉันใด บอกให้ก็ได้ โดยส่วนมากแล้ว อาการดังกล่าวมักจะเป็นวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน โดยมากอาจเป็นตอนเช้าๆ หรือบางคนตลอดทั้งวัน บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก ถึงกับต้องหามไปนอนให้น้ำเกลือในโรงพยาบาล ฉะนั้น ใครผู้ใดที่เป็นผู้หญิงประตำเดือนขาด ตื่นเช้ามา มีอาการอ้วก โอ้กอ้าก แล้วละก้อ ท่านว่าให้สงสัยเอาไว้ก่อน...เอ้า เก๊าะสงสัยว่า จะตั้งท้องละสิครับ
อาการแพ้ท้องมิได้จบลงแค่นี้ บางคนมาในรูปแปลก ของที่เคยชอบกลับเกลียด ของที่เกลียดกลับชอบ ของที่เขาไม่กินกลับตาละปัดมาพิศสวาท อย่างเช่น ภรรยาแพ้ท้อง เห็นหน้าสามีทีไร เป็นอ้ากใส่ทุกทีเห็นหน้าเป็นเหม็นว่างั้นเถอะ...นี่ของเคยชอบกลับกลายเป็นไม่ชอบซะแล้ว...ปลาร้าปลาเจ่า ตอนยังไม่ท้อง พอได้กลิ่นพาลจะอ้วก แต่พอตั้งท้องกลังร้องเรียกหา อย่างงี้ก็มี...ของบางอย่างคนเขาไม่กินกัน อย่างเช่น ขี้เถ้า ยังงี้ ผมยังงี้ เกิดแพ้ท้องขึ้นมา เห็นเป็นของอร่อยไปเสียฉิบ ของเหล่านี้ท่านว่า ถ้าพบถ้าเห็นให้คอยจ้องไว้ให้ดี คงไม่หนีที่จะเป็นแม่เด็กแน่แท้

3. เต้านมเต่งตึงขึ้น ใครที่เคยมีหน้าอกเล็ก ขนาดขนมครก ไข่ดาว ไข่เจียว อะไรก็ตามแต่ จะรู้สึกแปลกใจขึ้นว่า ระยะนี้เป็นยังไงกันนักหนา...หรือว่า พระอินทร์ที่ไหนมาโปรด ที่มาช่วยเสริมสร้างทรวดทรงตรงอกให้บึ้บบั้บขึ้นมา...มิได้ครับคุณ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงธรรมดา ธรรมชาติของคนที่ตั้งท้อง หลังจากคลอดแล้ว ลูกหย่านมแล้วมันก็จะกลับเล็กลงอีก แต่ก็ยังดีที่ยังไง ก็ยังโตกว่าดั้งเดิม
อีกประการหนึ่ง ที่ควบคู่มาในระยะแรกเริ่มที่ประจำเดือนขาด ก็คือ ปวดเจ็บบริเวณเต้านมทั้งสอง เจ็บตึงๆ คล้ายนมคัดอ่อนๆ เขาว่ากันอย่างนั้นนะครับ ตัวผมเองไม่เคยชักที

4. ปัสสาวะบ่อย ประจำเดือนไม่มา แต่กลับปัสสาวะบ่อยขึ้น ธรรมดาปกติวิสัย 3-4 ครั้ง ตอนกลางวัน 1-2 ตอนกลางคืน มาระยะนี้ มันแปลกที่ปัสสาวะถี่ขึ้นกว่าเก่า ดังนี้ อย่าได้แปลกใจไปเลยครับ...คุณกำลังตั้งท้องน่ะ...ผมว่าให้สงสัยไปก่อน ทำไมหรือครับ คนท้องต้องฉี่บ่อยขึ้น เพราะไตทั้งสองข้างบั้นเอวของคุณมันทำงานมากขึ้นนั่นเอง...ผลิตฉี่มากขึ้นว่างั้นเถอะ และอีกประการหนึ่ง มดลูกของคุณเมื่อขยายตัวโตขึ้น มันจะทับบนกระเพาะปัสสาวะอย่างหนีไม่พ้น กระเพาะปัสสาวะเคยบรรจุฉี่ได้มาก ก็จะบรรจุได้น้อยลง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องถ่ายทิ้งกันบ่อยหน่อยใช่ไหมครับ

5. ท้องโตขึ้น แทบจะไม่ต้องอธิบายกันเลย เรื่องท้องโต หรือท้องป่อง มดลูกโตขึ้นตามวันและเวลา มันก็จะดันท้องให้ป่องออกมา มีบางคนเสียอีก ไม่ได้ตั้งท้องอะไรกับเขาหรอก แต่ประสาทว่างั้นเถอะครับ อยากมีลูกเต็มแก่ เพราะความอยากได้ลูกนี่แหละครับ เกิดอุปทานประจำเดือนขาดไป พร้อมกับท้องโตได้ โตวันโตคืนชะด้วย และบางคนมีความรู้สึกว่า มีเด็กดิ้นกุ๊กกิ๊กอยู่ข้างในด้วย พอแพทย์ตรวจร่างกายดีแล้ว บอกว่า “ท้องลม” เท่านั้นแหละครับ ท้องที่เคยป่องก็ยุบแฟบลงทันตาเห็น จากนั้นไม่นานประจำเดือนก็หลั่งไหลออกมา...เป็นงั้นไป
อย่างไรก็ดี ประจำเดือนขาด ท้องป่องออกมา ให้สงสัยว่าตั้งท้องไว้ก่อนแหละครับ เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง

6. มีความรู้สึกว่าเด็กดิ้น ครับ เด็กดิ้นอยู่ในท้อง มิได้หมายความว่า เด็กข้างบ้านหรือเด็กในบ้านนอนดิ้นไปดิ้นมา แล้วหมายถึงว่า คุณท้อง
และก็ไม่ควรมีความรู้สึกว่า เด็กดิ้น ก่อนตั้งท้องได้สี่เดือนครึ่งหรือห้าเดือนแรก หรือก่อนสี่เดือนในหลังท้อง ถ้าจะถามว่าเด็กดิ้นจังหวะอะไร ดิสโก้ ร็อค หรือ แทงโก้ ผมก็บอกได้ว่า ไม่ใช่จังหวะอะไรทั้งนั้น แต่เป็นการเคลื่อนไหว แขน ขา ของเด็กเป็นธรรมดา นอนงอมืองอเท้า อยู่ในโพรงแคบๆ ก็ยอมมีการเมื่อยกันบ้าง น่าเห็นใจ อยู่ในโพรงมดลูก เด็กไม่ตื่นก็หลับ มีอยู่สองอย่าง ถ้าหลับเด็กก็เฉย พอตื่นก็ขยับแข้งขยับขาให้คุณรู้สึกตุ๊บๆ จั๊กจี้ดีเหมือนกัน จะดิ้นมากดิ้นน้อย ไม่สำคัญขอให้ดิ้นเป็นใช้ได้ และสม่ำเสมอ มิใช่ว่าอยู่ดีๆ เกิดดิ้นขึ้นมาเหมือนปลาซ่อนถูกทุบหัว อย่างนี้ผิดปกติแน่ๆ ครับ เอาละ เป็นอันว่า ความรู้สึกว่าเด็กดิ้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยแสดงว่า คุณอาจจะตั้งท้อง...อาจจะ...ผมใช้คำนี้ ก็ในเมื่อความรู้สึกของคุณอาจผิดพลาดก็ได้ ก็อย่างนี้ ผมยากตัวอย่างให้ฟังตอนแรกแล้วว่า ใน “ท้องลม” บางคนยังมีความรู้สึกว่า เด็กดิ้น ทั้ง ๆที่ไม่มีเด็กอยู่เลย...ก็อย่างว่าแหละครับ จะเอาอะไรแน่กับมนุษย์อึเหม็นอย่างเรา

10 วิธีแก้เหงา

1. เลิกเล่นคอมเดินออกไปข้างนอก ท้าต่อยแม่ค้า แล้ววิ่งหนีออกมาซ๋ะ
2. ปิดคอม แล้วนอนซ่ะ ถ้ายังเหงา ก็นอนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหายเหงา
3. เดินออกจากร้านเน็ต ไม่ต้องจ่ายเงิน แล้วบอกว่า อยากได้ก็ตามมา
4. อ่านการ์ตูนหรอยกูแล้วคอมเม้นต์ด่าโต้ตอบกับเจ้าของเวบสัก 3-4 โพส
5. ห้ามป่วนบอร์ดของคนอื่น เพราะแสดงถึงความป๊อต และ ก็จะยังเหงา
6. ปิดโทรศัพท์ ปิดคอม นั่งรถเมล์ในกรุงเทพ สายยาวๆ ดมควันรถสักพักจะหาย
7. เปิดหนังเรท ดูสักเรื่อง ดูแล้วต้องห้ามใจตัวเองให้อยู่ ห้ามใช้ตัวช่วย
8. เข้าวัด ไปแกล้งหมาวัด หรือทำตัวเป็นหมาวัดไปจีบเด็กสยามหน้าตาดีก็ได้
9. ศึกษาเรื่องจักรวาล และ เรื่อง ประวัติศาสตร์ จะได้รู้จักตัวตนของตัวเอง
10. เลิกอ่านกระทู้นี้ แล้วไปทำตามข้อ 1 - 9 ณ บัดนาว

ทำไมต้องมีความรักด้วย

ก้อรัก มันควบคู่ก่าความทุกข์ ความสุขมีรัก มี ทุกข์ ของควบคู่กัลลปัยคงไม่มีคู่ไหนหรอก รักกัล เปงแฟนกัล แล้วไม่เคยทะเลาะกันนนทามวันนี้ของเราและเค้าหั้ยดีที่สุดก้อคงพอแล้ว

เพราะความรักเป็นความสุขพื้นฐานของคนเรา และอยู่รอบตัวเราเสมอ และความรักสามารถทําให้เราทําอะไรหลายๆอย่างได้เสมอ และเป็นสิ่งที่ไม่ยากถ้าใครสักคนจะมีความรัก เพราะมันอยู่รอบๆตัวเรานั่นเอง

เพราะรักคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราเติบโตขึ้นได้แม้จะมีทั้งทุกข์และสุขในเวลาเดียวกัน..นี่แหละเรียกว่าความรัก และคนเราจำเป็นต้องมีมันเพื่อหาประสบการณ์ในชีวิตเพื่อที่จะก้าวหน้าต่อไป

ทำไมเราต้องเป็นทหาร

เพราะว่ามี พระราชบัญญัติรับราชการทหารพ.ศ. ๒๔๙๗(พ.ร.บ.รับราชการทหาร)" หมวดที่1 มาตรา 7 ชายที่มีสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมาย มีหน้าที่รับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน " นะครับ แต่ก็มีข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับราชการทหาร อยู่ที่หมวด 2 มาตรา 13 บุคคลดังต่อไปนี้ ยกเว้นไม่ต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการคือ(๑) พระภิกษุที่มีสมณศักดิ์ หรือที่เป็นเปรียญ และนักบวชในพระพุทธศาสนาแห่งนิกายจีนหรือญวนที่มีสมณศักดิ์(๒) คนพิการทุพพลภาพ ซึ่งไม่สามารถเป็นทหารได้(๓) บุคคลซึ่งไม่มีคุณวุฒิที่จะเป็นทหารได้เฉพาะบางท้องที่ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๑๔ บุคคลดังต่อไปน ี้ เมื่อลงบัญชีทหารกองเกินแล้วไม่เรียกมาตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการในยามปกติ คือ(๑) พระภิกษุ สามเณร และนักบวชในพระพุทธศาสนาแห่งนิกายจีนหรือญวน ซึ่งเป็นนักธรรมตามที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง(๒) นักบวชศาสนาอื่นซึ่งมีหน้าที่ประจำในกิจของศาสนาตามที่กำหนดในกฎกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัดออกใบสำคัญให้ไว้(๓) บุคคลซึ่งอยู่ในระหว่างการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรที่กระทรวงกลาโหมกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร(๔) นักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารของกระทรวงกลาโหม(๕) ครูซึ่งประจำทำการสอนหนังสือหรือวิชาการต่างๆ ที่อยู่ในความควบคุมของกระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัดออกใบสำคัญให้ไว้(๖) นักศึกษาของศูนย์กลางอบรมการศึกษาผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ(๗) นักศึกษาของศูนย์ฝึกการบินพลเรือนของกระทรวงคมนาคม(๘) บุคคลซึ่งได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ(๙) บุคคลซึ่งได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกครั้งเดียวตั้งแต่สิบปีขึ้นไปหรือเคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหลายครั้งรวมกันตั้งแต่สิบปีขึ้นไปหรือเคยถูกศาลพิพากษาให้กักกันหรือเข้าไปดูที่ http://www.lawyerscouncil.or.th/download/LAW%20LIBRARY/Law%20Library/Act-a-z/00391.PDF

ทำไมทุกคนจึงต้องตายเมื่อชรา

นักชีววิทยาบางคนคิดว่า การที่สิ่งมีชีวิตต้องตาย เพราะธรรมชาติไม่ประสงค์ให้ใครมีชีวิตที่ยืนนานนิรันดรคือ ธรรมชาติมีความต้องการเพียงให้มนุษย์มีชีวิตยืนนานพอที่จะสืบพันธุ์เพื่อสร้างมนุษย์ต่อไปได้เท่านั้นเอง และหลังจากที่มนุษย์มีทายาทแล้ว ธรรมชาติก็จะปล่อยให้ร่างกายมนุษย์ดูแลตัวเองตามยถากรรม

เมื่อนาง Jeane Louise Calment ชาวฝรั่งเศสเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2541 หนังสือ Guinness ได้ระบุว่า เธอเป็นสตรีคนแรกที่มีอายุยืนนานถึง 122 ปี แต่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนเชื่อว่า สถิติอายุยืนนี้จะถูกทำลายในอนาคตเพราะสถิติอายุยืนของคนทั่วโลกกำลังเพิ่มตลอดเวลาเช่น เมื่อ 100 ปีก่อน อายุเฉลี่ยของผู้ชายอังกฤษเป็นเพียง 49 ปี แต่ขณะนี้ตัวเลขอายุยืนได้ 74 ปีแล้ว สำหรับอายุของสตรีก็ได้เพิ่มจาก 52 ปี เป็น 79 ปี เช่นกัน

ข้อสังเกตหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดเวลามนุษย์ใกล้จะ "ไป" คือความชรา โดยมีอาการเริ่มต้นที่ผิวหนังชั้น epidermis ที่อยู่นอกสุดของร่างกายคือ เซลล์ผิวหนังจำนวนมากในชั้นนี้จะตาย เมื่อร่างกายสร้างเซลล์ผิวหนังใหม่ไม่ทัน ผิวหนังก็จะเหี่ยวและมีรอยย่นเต็มไปหมด ยิ่งไปกว่านั้น เซลล์ผิวหนังใหม่ที่ร่างกายสร้างขึ้นก็ไม่ยืดหยุ่นมากเท่าเซลล์เดิม ในขณะเดียวกันต่อมเหงื่อที่อยู่ใต้ผิวหนังก็จะเริ่มทำงานอย่างไม่สม่ำเสมอ ซึ่งมีผลทำให้ผิวหนังแห้งและซีด เพราะขณะนี้เส้นเลือดฝอยที่นำเลือดมาหล่อเลี้ยงผิวหนังได้ลดประสิทธิภาพการทำงาน และเมื่อไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังลดปริมาณผิวหนังก็จะมีไฝ ฝ้า ปรากฏ และนี่คือสัญลักษณ์แสดงความมีอายุ

ส่วนกระดูกในร่างกายก็เช่นกัน สำหรับคนในวัยหนุ่ม-สาว ร่างกายมีเซลล์ esteoblast ที่ทำหน้าที่สร้างกระดูกและเซลล์ osteoclast ที่ทำหน้าที่ทำลายกระดูก ซึ่งเซลล์ทั้งสองชนิดนี้ทำงานได้ดีพอๆ กัน แต่เวลาร่างกายมีอายุมากขึ้น กระบวนการทำลายกระดูกจะทำงานได้ดีกว่ากระบวนการสร้างกระดูก ดังนั้น เมื่อร่างกายไร้สมดุลร่างกายของสตรีบางคนอาจจะสูญเสียกระดูกมากถึง 30% ส่วนกรณีผู้ชายตัวเลขการสูญเสียอาจจะถึง 15% ยิ่งไปกว่านั้น เวลาคนเรามีอายุมากขึ้น กระดูกก็มีแนวโน้มจะหักง่ายขึ้น เพราะกระดูกขาดแร่ธาตุที่จำเป็นบางชนิด ซึ่งมีผลทำให้กระดูกเปราะมากขึ้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออาจทำให้ความหนาแน่นของกระดูกคนไม่เปลี่ยแปลง และกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น แต่ถึงแม้คนเราจะออกกำลังกายมากเพียงใดก็ตาม เราก็ต้องยอมรับว่า ความแข็งแรงของร่างกายคนนั้นลดตามอายุ เพราะเวลามีอายุกล้ามเนื้อในร่างกายได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ และ mitochondria ที่ทำหน้าที่ผลิตพลังงานในเซลล์กล้ามเนื้อก็ลดประสิทธิภาพในการทำงานลง ซึ่งมีผลทำให้ความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อต่างๆ ในร่างกายลดลงด้วยและถ้าคนๆ นั้นเป็นโรคไขข้ออักเสบสมรรถภาพในการเคลื่อนไหวก็ยิ่งลดลงไปอีกมาก

ความสามารถของหัวใจในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายก็ลดลงด้วยเมื่อร่างกายชรา ทั้งนี้เพราะผนังหัวใจด้านล่างมีความหนาเพิ่มขึ้น และเมื่อผนังหลอดเลือดหนาขึ้นเพราะมีไขมันและ collagen มาพอกพูนมาก ปริมาณเลือดที่ถูกส่งไปเลี้ยงร่างกายก็จะลด และถ้าไขมันมีมากหลอดเลือดก็จะถูกอุดตัน

สติปัญญาก็เช่นกัน คนปกติมี IQ สูงสุดเมื่ออยู่ในวัย 18-25 ปี แล้วหลังจากนั้น ความเฉลียวฉลาดก็เริ่มลดและความสามารถในการจำก็เริ่มลดด้วย จนในที่สุดเขาจะจำอะไรๆ ไม่ได้เลย นักชีววิทยาได้พบว่า เวลาคนเรามีอายุมากขึ้น สมองคนจะลดทั้งขนาดและน้ำหนักในช่วงเวลาที่คนมีอายุตั้งแต่ 20 ถึง 90 ปี สมองอาจจะลดน้ำหนักได้ตั้งแต่ 5-10% และ 10% ของเซลล์สมองที่เรามีในขณะที่เรามีอายุ 20 ปีจะตายไปเรียบร้อย เมื่อเรามีอายุ 65 ปี

นอกจากการเสื่อมสลายของผิวหนัง กระดูก หัวใจ และสมองแล้ว คนสูงอายุก็มีแนวโน้มจะติดโรคหรือเป็นไข้บ่อยด้วย โดยเฉพาะโรคหวัด ทั้งนี้ เพราะเซลล์ชนิดที่ร่างกายมีได้ลดจำนวนลง (เซลล์ตามปรกติมีหน้าที่ต่อสู้ โมเลกุลแปลกปลอมที่รุกล้ำเข้ามาในร่างกาย การไม่เคยพบโมเลกุลแปลกปลอมมาก่อน ทำให้ร่างกายไม่ได้สร้างระบบภูมิคุ้มกันสิ่งแปลกปลอม) ดังนั้น เมื่อระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมสมรรถภาพ คนชราจึงล้มป่วยบ่อย นอกจากนั้น ในร่างกายของคนชราบางคน ระบบภูมิคุ้มกันแทนที่จะช่วยต่อสู้ศัตรูของร่างกายกลับแปรพักตร์ไปเป็นศัตรูของร่างกายคือ ทำร้ายร่างกายของคนๆ นั้นเอง สร้างโรคอัลไซเมอร์ และโรคไขข้ออักเสบ เป็นต้น

เหล่านี้เป็นอาการภายนอกที่เราเห็นเวลาคนเราย่างเข้าสู่วัยชรา แต่ถ้าเราต้องการจะดูลึกลงไปถึงความเป็นไปภายในเซลล์ของร่างกายคนชรา เราก็จะเห็นว่า ออกซิเจนและน้ำตาล ซึ่งเป็นธาตุและสารประกอบที่ร่างกายต้องการในการดำรงชีวิตมาก กลับเป็นตัวการที่ทำร้ายเซลล์มากที่สุด

นักชีวเคมีรู้ว่าเซลล์ในร่างกายของคนวัยหนุ่ม-สาวนั้น ใช้ออกซิเจนในการสลายโมเลกุลอินทรีย์เช่น ไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรตเพื่อจะได้พลังงานออกมา แต่กระบวนการสร้างพลังงานนี้ มีการปลดปล่อยอนุมูลอิสระ (free radical) ออกมาด้วย ซึ่งอนุมูลอิสระนี้เป็นอนุมูลอันตราย เพราะเวลามันอยู่ใกล้ mitochondria ในเซลล์มันจะทำร้าย DNA ที่อยู่ใน mitochondria และ chromosome แต่ถ้าร่างกายคนหนุ่ม-สาวมีวิตามิน E และ C เพียงพอที่จะทำลายอนุมูลอิสระเหล่านี้ ร่างกายก็ปลอดภัยและนอกจากวิตามินทั้งสองชนิดนี้ ร่างกายก็ยังมีเอนไซม์เช่น catalase ซึ่งสามารถเปลี่ยนอนุมูลอิสระชนิด hydrogen peroxide ที่เป็นพิษให้เป็นน้ำธรรมดาที่ไม่เป็นพิษได้ นักชีวเคมีประมาณว่าในแต่ละวัน เซลล์หนึ่งๆ จะมีเหตุการณ์อนุมูลอิสระทำร้ายเซลล์ถึง 10,000 เหตุการณ์ และเมื่อใดก็ตามที่องค์ประกอบส่วนใดของเซลล์ถูกทำลาย เซลล์ของร่างกายของคนวัยหนุ่ม-สาวก็จะซ่อมแซมทันที แต่ในเซลล์ของคนวัยชรา กระบวนการทำลายเซลล์จะเกิดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาจนชนะกระบวนการซ่อมเสริม ดังนั้น เซลล์ของร่างกายในวัยชราจึงเสื่อมสลายและทำงานผิดปกติมากขึ้นทุกวัน น้ำตาลก็มีบทบาทในการทำลายเซลล์เช่นกัน เพราะเวลาโมเลกุลของน้ำตาลทำปฏิกิริยากับโปรตีน (glycosylation) นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่ากระบวนการนี้ทำให้โปรตีนเปลี่ยนเป็น cholesterol ที่ผนังเส้นเลือดและกระบวนการ glycosylation นี้เองที่นักวิจัยได้พบว่ามีบทบาทในการทำให้คนเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้

ดังนั้น เมื่อ DNA และโปรตีนในเซลล์ถูกอนุมูลอิสระทำร้ายมากขึ้นๆ จนกระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไม่สามารถกระทำได้ทัน ความบกพร่องในการทำงานของเซลล์ก็จะบังเกิด และเมื่อเซลล์ทำงานบกพร่องมากขึ้นๆ อวัยวะร่างกายก็ทำงานบกพร่องยิ่งขึ้นและนี่ก็คือที่มาของความชรา เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงการบรรยายว่าเวลาคนเรามีอายุมากขึ้น ร่างกายเป็นอย่างไร แต่เราก็ยังไม่ได้ตอบคำถามว่า เหตุใดคนเราจึงต้องชรา

สัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในป่า ตามปรกติมักจะไม่ตายด้วยโรคชรา เพราะสาเหตุการเสียชีวิตของสัตว์ส่วนใหญ่มาจากการถูกสัตว์อื่นฆ่า หรือเป็นโรค หรือประสบภาวะขาดอาหาร หรือถูกดินฟ้าอากาศทำร้าย ดังนั้นในการที่จะสืบทอดเผ่าพันธุ์ สัตว์จึงต้องวิวัฒนาการให้มันสามารถสืบพันธุ์ได้เร็วก่อนที่อาหารจะหมดป่าหรือก่อนที่ตัวมันเองจะถูกทำร้าย มนุษย์เมื่อ 5 แสนปีก่อนก็เช่นกัน การที่มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ได้ ทำให้มนุษย์ตายเร็ว ดังนั้นยีน (gene) ที่เป็นอันตรายเพราะทำงานบกพร่องก็มักจะถูกกำจัดไปก่อนที่มนุษย์ในสมัยโบราณจะได้ถ่ายทอดยีนนั้นสู่ลูกหลาน แต่เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนมนุษย์ได้ดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นอันตรายนัก ยีนอันตราย เช่น ยีนที่ทำให้เกิดโรค Huntington (อาการเดินกระตุก พูดไม่ชัด และสมองเสื่อม) ซึ่งคนวัยกลางคนมักจะเป็นได้ถูกส่งผ่านต่อไปยังลูกหลานเรียบร้อย และยีนอันตรายเหล่านี้นี่เองที่ทำให้คนชรา ดังนั้น นักชีววิทยาที่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการจึงคิดว่า การชราเป็นเรื่องที่ชีวิตหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ความพยายามของนักวิชาการปัจจุบันคือ ค้นหาวิธีที่จะทำให้ร่างกายทุกส่วนชราช้าลง

ในวารสาร Scientific American ฉบับเดือนธันวาคม 2542 M.R. Rose แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ Irvine สหรัฐอเมริกาได้รายงานว่า

ถึงแม้ว่ามนุษย์จะมีอายุค่อนข้างยืน (แต่ก็ยังไม่ยืนเท่าต้นไม้) มนุษย์ก็ยังมีความประสงค์จะมีอายุยืนขึ้นไปอีก แต่วิธีการที่ไปสู่จุดนั้นไม่ง่ายเลย

ในงานวิจัยที่ผ่านมาได้มีการพูดถึงการออกกำลังกาย การกินอาหารและการฉีดฮอร์โมนเช่น growth hormone, telomeres และ antioxidants ต่างๆ เข้าร่างกาย ว่าสามารถทำให้คนชราช้าลงได้ ความจริงมีอยู่ว่า การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัดว่า ร่างกายจะทำงานได้นานขึ้นและหยุดเมื่อออกกำลังกายแล้ว ผลดีจากการออกกำลังกายนั้นจะยังคงปรากฎอยู่อีกนานหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้ การควบคุมการบริโภคอาหารในกรณีหนู สามารถทำให้หนูมีอายุยืนขึ้นจริง แต่การทดลองเดียวกันในกรณีของคนยังไม่มีข้อสรุป และการฉีดฮอร์โมนต่างๆ เข้าร่างกายนั้นอันตรายมาก

ส่วนงานวิจัยที่กล่าวถึงความสามารถของเอนไซม์ telomere ในการชะลอความชราว่าทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว telomere ซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ ที่ปลายโครโมโซมจะหดสั้นเข้าๆ จนถึงระดับหนึ่ง เซลล์ก็จะหยุดแบ่งตัว แล้วคนก็จะเริ่มแก่ การฉีดเอนไซม์ telomeres จะทำให้ telomeres ไม่หดตัว เซลล์จึงแบ่งตัวได้เรื่อยๆ คนไข้จะไม่แก่ แต่การแบ่งตัวบ่อย เช่นนี้ ก็จะทำให้เซลล์นั้นมีโอกาสสูงที่จะเป็นเซลล์มะเร็ง ส่วนการกำจัดอนุมูลอิสระนั้นก็จะสามารถทำให้สัตว์บางชนิดมีอายุยืนได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีวิธี (ที่ปลอดภัย) สำหรับคน

ปัญหาต่อไปที่ต้องขบคิดคือปัญหาจริยธรรม หากคนเราชราช้าลง การกำหนดอายุเกษียณควรจะเปลี่ยนแปลงเพียงใด ทายาทที่คิดหวังมรดกเร็วจะรู้สึกอย่างไร ปัญหาประชากรล้นโลกจะรุนแรงเพียงใด และการมีชีวิตนานแต่ไม่มีคุณภาพจะกระทบกระเทือนสังคมอย่างไร

เหล่านี้คือปัญหาที่โลกอีก 50 ปี จะเผชิญครับ นักชีววิทยาบางคนคิดว่า การที่สิ่งมีชีวิตต้องตาย เพราะธรรมชาติไม่ประสงค์ให้ใครมีชีวิตที่ยืนนานนิรันดรคือ ธรรมชาติมีความต้องการเพียงให้มนุษย์มีชีวิตยืนนานพอที่จะสืบพันธุ์เพื่อสร้างมนุษย์ต่อไปได้เท่านั้นเอง และหลังจากที่มนุษย์มีทายาทแล้ว ธรรมชาติก็จะปล่อยให้ร่างกายมนุษย์ดูแลตัวเองตามยถากรรม

เมื่อนาง Jeane Louise Calment ชาวฝรั่งเศสเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2541 หนังสือ Guinness ได้ระบุว่า เธอเป็นสตรีคนแรกที่มีอายุยืนนานถึง 122 ปี แต่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนเชื่อว่า สถิติอายุยืนนี้จะถูกทำลายในอนาคตเพราะสถิติอายุยืนของคนทั่วโลกกำลังเพิ่มตลอดเวลาเช่น เมื่อ 100 ปีก่อน อายุเฉลี่ยของผู้ชายอังกฤษเป็นเพียง 49 ปี แต่ขณะนี้ตัวเลขอายุยืนได้ 74 ปีแล้ว สำหรับอายุของสตรีก็ได้เพิ่มจาก 52 ปี เป็น 79 ปี เช่นกัน

ข้อสังเกตหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดเวลามนุษย์ใกล้จะ "ไป" คือความชรา โดยมีอาการเริ่มต้นที่ผิวหนังชั้น epidermis ที่อยู่นอกสุดของร่างกายคือ เซลล์ผิวหนังจำนวนมากในชั้นนี้จะตาย เมื่อร่างกายสร้างเซลล์ผิวหนังใหม่ไม่ทัน ผิวหนังก็จะเหี่ยวและมีรอยย่นเต็มไปหมด ยิ่งไปกว่านั้น เซลล์ผิวหนังใหม่ที่ร่างกายสร้างขึ้นก็ไม่ยืดหยุ่นมากเท่าเซลล์เดิม ในขณะเดียวกันต่อมเหงื่อที่อยู่ใต้ผิวหนังก็จะเริ่มทำงานอย่างไม่สม่ำเสมอ ซึ่งมีผลทำให้ผิวหนังแห้งและซีด เพราะขณะนี้เส้นเลือดฝอยที่นำเลือดมาหล่อเลี้ยงผิวหนังได้ลดประสิทธิภาพการทำงาน และเมื่อไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังลดปริมาณผิวหนังก็จะมีไฝ ฝ้า ปรากฏ และนี่คือสัญลักษณ์แสดงความมีอายุ

ส่วนกระดูกในร่างกายก็เช่นกัน สำหรับคนในวัยหนุ่ม-สาว ร่างกายมีเซลล์ esteoblast ที่ทำหน้าที่สร้างกระดูกและเซลล์ osteoclast ที่ทำหน้าที่ทำลายกระดูก ซึ่งเซลล์ทั้งสองชนิดนี้ทำงานได้ดีพอๆ กัน แต่เวลาร่างกายมีอายุมากขึ้น กระบวนการทำลายกระดูกจะทำงานได้ดีกว่ากระบวนการสร้างกระดูก ดังนั้น เมื่อร่างกายไร้สมดุลร่างกายของสตรีบางคนอาจจะสูญเสียกระดูกมากถึง 30% ส่วนกรณีผู้ชายตัวเลขการสูญเสียอาจจะถึง 15% ยิ่งไปกว่านั้น เวลาคนเรามีอายุมากขึ้น กระดูกก็มีแนวโน้มจะหักง่ายขึ้น เพราะกระดูกขาดแร่ธาตุที่จำเป็นบางชนิด ซึ่งมีผลทำให้กระดูกเปราะมากขึ้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออาจทำให้ความหนาแน่นของกระดูกคนไม่เปลี่ยแปลง และกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น แต่ถึงแม้คนเราจะออกกำลังกายมากเพียงใดก็ตาม เราก็ต้องยอมรับว่า ความแข็งแรงของร่างกายคนนั้นลดตามอายุ เพราะเวลามีอายุกล้ามเนื้อในร่างกายได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ และ mitochondria ที่ทำหน้าที่ผลิตพลังงานในเซลล์กล้ามเนื้อก็ลดประสิทธิภาพในการทำงานลง ซึ่งมีผลทำให้ความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อต่างๆ ในร่างกายลดลงด้วยและถ้าคนๆ นั้นเป็นโรคไขข้ออักเสบสมรรถภาพในการเคลื่อนไหวก็ยิ่งลดลงไปอีกมาก

ความสามารถของหัวใจในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายก็ลดลงด้วยเมื่อร่างกายชรา ทั้งนี้เพราะผนังหัวใจด้านล่างมีความหนาเพิ่มขึ้น และเมื่อผนังหลอดเลือดหนาขึ้นเพราะมีไขมันและ collagen มาพอกพูนมาก ปริมาณเลือดที่ถูกส่งไปเลี้ยงร่างกายก็จะลด และถ้าไขมันมีมากหลอดเลือดก็จะถูกอุดตัน

สติปัญญาก็เช่นกัน คนปกติมี IQ สูงสุดเมื่ออยู่ในวัย 18-25 ปี แล้วหลังจากนั้น ความเฉลียวฉลาดก็เริ่มลดและความสามารถในการจำก็เริ่มลดด้วย จนในที่สุดเขาจะจำอะไรๆ ไม่ได้เลย นักชีววิทยาได้พบว่า เวลาคนเรามีอายุมากขึ้น สมองคนจะลดทั้งขนาดและน้ำหนักในช่วงเวลาที่คนมีอายุตั้งแต่ 20 ถึง 90 ปี สมองอาจจะลดน้ำหนักได้ตั้งแต่ 5-10% และ 10% ของเซลล์สมองที่เรามีในขณะที่เรามีอายุ 20 ปีจะตายไปเรียบร้อย เมื่อเรามีอายุ 65 ปี

นอกจากการเสื่อมสลายของผิวหนัง กระดูก หัวใจ และสมองแล้ว คนสูงอายุก็มีแนวโน้มจะติดโรคหรือเป็นไข้บ่อยด้วย โดยเฉพาะโรคหวัด ทั้งนี้ เพราะเซลล์ชนิดที่ร่างกายมีได้ลดจำนวนลง (เซลล์ตามปรกติมีหน้าที่ต่อสู้ โมเลกุลแปลกปลอมที่รุกล้ำเข้ามาในร่างกาย การไม่เคยพบโมเลกุลแปลกปลอมมาก่อน ทำให้ร่างกายไม่ได้สร้างระบบภูมิคุ้มกันสิ่งแปลกปลอม) ดังนั้น เมื่อระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมสมรรถภาพ คนชราจึงล้มป่วยบ่อย นอกจากนั้น ในร่างกายของคนชราบางคน ระบบภูมิคุ้มกันแทนที่จะช่วยต่อสู้ศัตรูของร่างกายกลับแปรพักตร์ไปเป็นศัตรูของร่างกายคือ ทำร้ายร่างกายของคนๆ นั้นเอง สร้างโรคอัลไซเมอร์ และโรคไขข้ออักเสบ เป็นต้น

เหล่านี้เป็นอาการภายนอกที่เราเห็นเวลาคนเราย่างเข้าสู่วัยชรา แต่ถ้าเราต้องการจะดูลึกลงไปถึงความเป็นไปภายในเซลล์ของร่างกายคนชรา เราก็จะเห็นว่า ออกซิเจนและน้ำตาล ซึ่งเป็นธาตุและสารประกอบที่ร่างกายต้องการในการดำรงชีวิตมาก กลับเป็นตัวการที่ทำร้ายเซลล์มากที่สุด

นักชีวเคมีรู้ว่าเซลล์ในร่างกายของคนวัยหนุ่ม-สาวนั้น ใช้ออกซิเจนในการสลายโมเลกุลอินทรีย์เช่น ไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรตเพื่อจะได้พลังงานออกมา แต่กระบวนการสร้างพลังงานนี้ มีการปลดปล่อยอนุมูลอิสระ (free radical) ออกมาด้วย ซึ่งอนุมูลอิสระนี้เป็นอนุมูลอันตราย เพราะเวลามันอยู่ใกล้ mitochondria ในเซลล์มันจะทำร้าย DNA ที่อยู่ใน mitochondria และ chromosome แต่ถ้าร่างกายคนหนุ่ม-สาวมีวิตามิน E และ C เพียงพอที่จะทำลายอนุมูลอิสระเหล่านี้ ร่างกายก็ปลอดภัยและนอกจากวิตามินทั้งสองชนิดนี้ ร่างกายก็ยังมีเอนไซม์เช่น catalase ซึ่งสามารถเปลี่ยนอนุมูลอิสระชนิด hydrogen peroxide ที่เป็นพิษให้เป็นน้ำธรรมดาที่ไม่เป็นพิษได้ นักชีวเคมีประมาณว่าในแต่ละวัน เซลล์หนึ่งๆ จะมีเหตุการณ์อนุมูลอิสระทำร้ายเซลล์ถึง 10,000 เหตุการณ์ และเมื่อใดก็ตามที่องค์ประกอบส่วนใดของเซลล์ถูกทำลาย เซลล์ของร่างกายของคนวัยหนุ่ม-สาวก็จะซ่อมแซมทันที แต่ในเซลล์ของคนวัยชรา กระบวนการทำลายเซลล์จะเกิดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาจนชนะกระบวนการซ่อมเสริม ดังนั้น เซลล์ของร่างกายในวัยชราจึงเสื่อมสลายและทำงานผิดปกติมากขึ้นทุกวัน น้ำตาลก็มีบทบาทในการทำลายเซลล์เช่นกัน เพราะเวลาโมเลกุลของน้ำตาลทำปฏิกิริยากับโปรตีน (glycosylation) นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่ากระบวนการนี้ทำให้โปรตีนเปลี่ยนเป็น cholesterol ที่ผนังเส้นเลือดและกระบวนการ glycosylation นี้เองที่นักวิจัยได้พบว่ามีบทบาทในการทำให้คนเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้

ดังนั้น เมื่อ DNA และโปรตีนในเซลล์ถูกอนุมูลอิสระทำร้ายมากขึ้นๆ จนกระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไม่สามารถกระทำได้ทัน ความบกพร่องในการทำงานของเซลล์ก็จะบังเกิด และเมื่อเซลล์ทำงานบกพร่องมากขึ้นๆ อวัยวะร่างกายก็ทำงานบกพร่องยิ่งขึ้นและนี่ก็คือที่มาของความชรา เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงการบรรยายว่าเวลาคนเรามีอายุมากขึ้น ร่างกายเป็นอย่างไร แต่เราก็ยังไม่ได้ตอบคำถามว่า เหตุใดคนเราจึงต้องชรา

สัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในป่า ตามปรกติมักจะไม่ตายด้วยโรคชรา เพราะสาเหตุการเสียชีวิตของสัตว์ส่วนใหญ่มาจากการถูกสัตว์อื่นฆ่า หรือเป็นโรค หรือประสบภาวะขาดอาหาร หรือถูกดินฟ้าอากาศทำร้าย ดังนั้นในการที่จะสืบทอดเผ่าพันธุ์ สัตว์จึงต้องวิวัฒนาการให้มันสามารถสืบพันธุ์ได้เร็วก่อนที่อาหารจะหมดป่าหรือก่อนที่ตัวมันเองจะถูกทำร้าย มนุษย์เมื่อ 5 แสนปีก่อนก็เช่นกัน การที่มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ได้ ทำให้มนุษย์ตายเร็ว ดังนั้นยีน (gene) ที่เป็นอันตรายเพราะทำงานบกพร่องก็มักจะถูกกำจัดไปก่อนที่มนุษย์ในสมัยโบราณจะได้ถ่ายทอดยีนนั้นสู่ลูกหลาน แต่เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนมนุษย์ได้ดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นอันตรายนัก ยีนอันตราย เช่น ยีนที่ทำให้เกิดโรค Huntington (อาการเดินกระตุก พูดไม่ชัด และสมองเสื่อม) ซึ่งคนวัยกลางคนมักจะเป็นได้ถูกส่งผ่านต่อไปยังลูกหลานเรียบร้อย และยีนอันตรายเหล่านี้นี่เองที่ทำให้คนชรา ดังนั้น นักชีววิทยาที่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการจึงคิดว่า การชราเป็นเรื่องที่ชีวิตหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ความพยายามของนักวิชาการปัจจุบันคือ ค้นหาวิธีที่จะทำให้ร่างกายทุกส่วนชราช้าลง

ในวารสาร Scientific American ฉบับเดือนธันวาคม 2542 M.R. Rose แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ Irvine สหรัฐอเมริกาได้รายงานว่า

ถึงแม้ว่ามนุษย์จะมีอายุค่อนข้างยืน (แต่ก็ยังไม่ยืนเท่าต้นไม้) มนุษย์ก็ยังมีความประสงค์จะมีอายุยืนขึ้นไปอีก แต่วิธีการที่ไปสู่จุดนั้นไม่ง่ายเลย

ในงานวิจัยที่ผ่านมาได้มีการพูดถึงการออกกำลังกาย การกินอาหารและการฉีดฮอร์โมนเช่น growth hormone, telomeres และ antioxidants ต่างๆ เข้าร่างกาย ว่าสามารถทำให้คนชราช้าลงได้ ความจริงมีอยู่ว่า การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัดว่า ร่างกายจะทำงานได้นานขึ้นและหยุดเมื่อออกกำลังกายแล้ว ผลดีจากการออกกำลังกายนั้นจะยังคงปรากฎอยู่อีกนานหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้ การควบคุมการบริโภคอาหารในกรณีหนู สามารถทำให้หนูมีอายุยืนขึ้นจริง แต่การทดลองเดียวกันในกรณีของคนยังไม่มีข้อสรุป และการฉีดฮอร์โมนต่างๆ เข้าร่างกายนั้นอันตรายมาก

ส่วนงานวิจัยที่กล่าวถึงความสามารถของเอนไซม์ telomere ในการชะลอความชราว่าทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว telomere ซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ ที่ปลายโครโมโซมจะหดสั้นเข้าๆ จนถึงระดับหนึ่ง เซลล์ก็จะหยุดแบ่งตัว แล้วคนก็จะเริ่มแก่ การฉีดเอนไซม์ telomeres จะทำให้ telomeres ไม่หดตัว เซลล์จึงแบ่งตัวได้เรื่อยๆ คนไข้จะไม่แก่ แต่การแบ่งตัวบ่อย เช่นนี้ ก็จะทำให้เซลล์นั้นมีโอกาสสูงที่จะเป็นเซลล์มะเร็ง ส่วนการกำจัดอนุมูลอิสระนั้นก็จะสามารถทำให้สัตว์บางชนิดมีอายุยืนได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีวิธี (ที่ปลอดภัย) สำหรับคน

ปัญหาต่อไปที่ต้องขบคิดคือปัญหาจริยธรรม หากคนเราชราช้าลง การกำหนดอายุเกษียณควรจะเปลี่ยนแปลงเพียงใด ทายาทที่คิดหวังมรดกเร็วจะรู้สึกอย่างไร ปัญหาประชากรล้นโลกจะรุนแรงเพียงใด และการมีชีวิตนานแต่ไม่มีคุณภาพจะกระทบกระเทือนสังคมอย่างไร

เหล่านี้คือปัญหาที่โลกอีก 50 ปี จะเผชิญครับ

รักแท้เป็นอย่างไร

รักแท้เป็นอย่างไรหรือ บางคนยังไม่เคยเห็นรักแท้ อันที่จริงรักแท้เราเห็นกันอยู่ทุกวันหากยังไม่รู้อีกก็คงจะไม่รู้จะว่าอย่างไร รักแท้คือแม่เราเคยได้ยินกันหรือเปล่า เรามัวไปหลงคำรักจากปากคนนั้นจะเชื่อได้มากแค่ไหนนั้นพิจารนาเอาเอง เราฟังคนอื่นว่าดีกว่าแม่เราเองอย่างงั้นหรือ คนอื่นบอกว่ารักเราเราเชื่อเขามากกว่าแม่งั้นหรือ จงคิดให้ดีก่อนที่จะทำอะไรควรคิดถึงหัวใจแม่บ้าง เราบอกรักคนอื่นว่าเป็นรักแท้ของเรานั้น อันที่จริงมันเป็นรักสมัครใคร่ต่างหากแต่เราเข้าใจว่าเป็นรักแท้ แม่เราต่างหากคือรักแท้ที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดๆๆในโลกนี้

เทคนิกการลดความเครียด

เทคนิคแรกก็คือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เวลาคนเราเครียดมาก ๆ กล้ามเนื้อจะมีการหดตัว สังเกตเห็นได้จากการที่มีอาการอากัปกิริยาต่าง ๆ ในขณะที่มีความเครียด เช่น หน้านิ่วคิ้วขมวด กำหมัด หรือกัดฟัน เป็นต้น การที่กล้ามเนื้อมีอาการหดเกร็งตัว ร่างกายมักจะรู้สึกปวด เช่น ปวดต้นคอ ปวดหลัง หรือปวดไหล่ เป็นต้น การฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จะช่วยให้อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลดลง นอกจากนั้นในขณะฝึกจิตใจจะจดจ่อ กับการคลายกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ทำให้ลดการคิดฟุ้งซ่านและวิตกกังวล จิตใจจะมีสมาธิมากขึ้นกว่าเดิมด้วยในขณะฝึกให้นั่งในท่าที่สบาย ใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ถอดรองเท้า หลับตา ทำใจให้ว่าง ตั้งสมาธิอยู่ที่กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการผ่อนคลายลองมาดูกันบ้างเพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายลองฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อ ดังนี้
1. กำมือและเกร็งแขนแล้วผ่อนคลายกล้ามเนื้อ โดยค่อย ๆ คลายมือและกล้ามเนื้อแขนสลับทีละข้ามทั้งซ้ายและขวา2. เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าผาก โดยเลิกคิ้วแล้วคลายหรือขมวดคิ้วและคลาย3. เกร็งและผ่อนคลาย ตา แก้ม จมูล โดยหลับตาแน่น ย่นจมูกแล้วคลาย4. เกร็งและผ่อนคลาย ขากรรไกร ลิ้น ริมฝีปาก โดยกัดฟันใช้ลิ้นดันเพดานปากแล้วคลาย หรือเม้มปากแน่นแล้วคลาย5. เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณคอ โดยก้มหน้าให้คางจดคอแล้วคลาย เงยหน้าจนสุดแล้วคลาย6. เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก ไหล่ และหลังโดยหายใจเข้าลึก ๆ กลั้นไว้แล้วคลายหรือยกไหล่สูง แล้วคลาย7. เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องและก้น โดยแขม่วท้องแล้วคลาย หรือขมิบก้นแล้วคลาย8. เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณเท้าและขาขวา โดยเหยียดขา งอนิ้ว แล้วคลาย หรือเหยียดขากระดกปลายเท้าแล้วคลาย9. เกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณเท้าและขาซ้าย โดยเหยียดขา งอนิ้ว แล้วคลายหรือเหยียดขากระดกปลายเท้าแล้วคลาย
ขณะที่มีการเกร็งกล้ามเนื้อให้ใช้เวลาน้อยกว่าระยะเวลาที่ผ่อนคลาย เช่นเกร็ง 3-5 วินาที แล้วผ่อนคลาย 10-15 วินาที เป็นต้น นอกจากนั้นควรฝึกท่าละประมาณ 8-12 ครั้ง เมื่อทำไปนาน ๆ จนมีความรู้สึกคุ้นเคยกับการผ่อนคลายแล้ว ให้ฝึกคลายกล้ามเนื้อได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องเกร็งก่อน
เทคนิคอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้คือ การฝึกหายใจ ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ เคยสังเกตบ้างไหม ว่า เวลาเครียด ๆ คนเรามักจะหายใจถี่และตื้นมากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายได้ออกซิเจนน้อย จึงมีผลให้เกิดอาการถอนหายใจเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ร่างกายได้ออกซิเจนมากขึ้นดังนั้นการฝึกหายใจช้า ๆ ลึก ๆ โดยใช้กล้ามเนื้อ กะบังลมบริเวณท้องจะช่วยให้ร่างกายได้อากาศ เข้าสู่ปอดมากขึ้น ทำให้เพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือด และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้อง และลำไส้ การฝึกการหายใจอย่างถูกวิธีจะทำให้หัวใจ เต้นช้าลง สมองแจ่มใส เพราะได้ออกซิเจนมากขึ้น และการหายใจออกอย่างช้า ๆ จะทำให้รู้สึกว่าได้ปลดปล่อยความเครียดออกไปจากตัวจนหมดสิ้น และที่สำคัญก็คือ สมองจะแจ่มใสขึ้น สามารถคิด แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้นกว่าเดิม
ลองมาฝึกกัน โดยนั่งในท่าที่สบาย หลับตา เอามือประสานไว้ที่บริเวณท้อง ค่อย ๆ หายใจเข้า พร้อม ๆ กับนับตัวเลข 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้า ๆ ให้มือรู้สึกว่าท้องพอง กลั้นเป็นจีังหวะหายใจช้า ๆ เช่นเดียวกับเมื่อหายใจเข้า จากนั้นจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ โดยนับ 1 ถึง 8 อย่างช้า ๆ และพยายามไล่ลมหายใจออกมาให้หมด โดยให้สังเกตหน้าท้องแฟบลง
ทำซ้ำ ๆ กัน 4 - 5 ครั้ง โดยหายใจเข้าช้า ๆ กลั้นไว้แล้วหายใจออก โดยช่วงที่หายใจออกให้นานกว่าช่วงหายใจเข้า
การฝึกหายใจสามารถทำได้ง่าย ๆ ทำได้ทั้งวัดเวลาใดก็ได้ไม่เปลืองเงิน และไม่ต้องใช้สถานที่กว้างขวาง ดังนั้น เวลาเครียดหรือโกรธ ลองทำดูซิครับ จะรู้สึกว่าสบายใจขึ้นจริง ๆ

ที่มา : http://www.thaifitway.com/Education/hdata/h3db/question.asp?QID=15
presented by : ภัสรา ทัศนบรรจง

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552

โรคมะเร็ง

โรคมะเร็งเป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งมีมลภาวะจากการพัฒนาประเทศ และประชาชนขาดความเอาใจใส่ต่อสุขภาพตนเอง ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารไม่เลือก เหล่าเป็นสาเหตุให้มะเร็งเพิ่มขึ้น
โรคมะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ และสามารถรักษาให้หายขาดได้หากสามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่เริ่มเป็น เนื้อหาที่นำเสนอจะเป็นแนวทางการตรวจและวินิจฉัย พร้อมทั้งแผนการรักษา ท่านผู้อ่านควรทำความเข้าใจ และนำความรู้ที่ได้ปรึกษาแพทย์ของท่านเกี่ยวกับวิธีรักษาของมะเร็งแต่ละชนิด
โรคมะเร็งคืออะไร
ร่างกายเราประกอบไปด้วยอวัยวะต่างๆ อวัยวะจะประกอบด้วยเซลล์ กลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างและทำหน้าที่เหมือนกันรวมตัวกันจะเป็นอวัยวะ หลายอวัยวะมาทำงานร่วมกันเป็นระบบ หลายๆระบบทำงานร่วมกันเป็นร่างกายของคนเรา เซลล์ต่างๆจะมีอายุเมื่อตายก็จะมีเซลล์ใหม่เจริญทดแทนเซลล์เก่า
เซลล์ที่สร้างใหม่ไม่หยุดเราเรียกเนื้องอกซึ่งแบ่งเป็น เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงหรือทางการแพทย์เรียก Benign tumor ส่วนมะเร็งที่แพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆเรียกมะเร็ง

ชนิดของมะเร็ง
ชนิดของมะเร็งจะแบ่งตามชนิดของเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิด เช่น
carcinomas เซลล์ต้นกำเนิดเกิดเซลล์บุผิว (epithelium)มะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 85
Sarcomas เป็นมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อผูกพัน(connective tissue) เช่นกล้ามเนื้อ กระดูก ไขมัน
leukemia/lymphoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือด
มะเร็งอื่นๆ เช่น มะเร็งสมอง
คนเราเป็นโรคมะเร็งชนิดไหนมาก
ผู้ชายเราพบมะเร็ง
มะเร็งปอด 19%
มะเร็งต่อมลูกหมาก 17 %
มะเร็งลำไส้ใหญ่ 14 %
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ 7 %
ผู้หญิง
มะเร็งเต้านม 29%
มะเร็งลำไส้ใหญ่ 12%
มะเร็งปอด 11%
มะเร็งรังไข่ 5%
การรักษาโรคมะเร็ง
การเฝ้าติดตาม
เมื่อบอกว่าเป็นมะเร็งคนทั่วไปมักจะคิดว่าต้องผ่าตัด หรือให้เคมีบำบัด แต่มีมะเร็งบางประเภทที่ไม่แพร่กระจาย และเจริญเติบโตช้ามาก การรักาาจึงเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของมะเร็ง
การผ่าตัด
การผ่าตัดจะผ่าเอาเนื้องอกออกจากร่างกาย นอกจากนั้นบางรายอาจจะต้องผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองหรือมะเร็งที่แพร่กระจายออกให้หมด การฉายแสง
คือการใช้รังสีรักษาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งแต่มีผลกับเซลล์ปกติน้อย อาการข้างเคียงคืออาการอ่อนเพลียไม่มีแรง
เคมีบำบัด
คือการให้สารเคมีหรือยาที่ทำลายเซลล์มะเร็งมีทั้งยาเม็ด ยาน้ำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นยาฉีด มะเร็งบางชนิดให้ยาเพียงชนิดเดียวแต่ว่วนใหญ่จะยาสองชนิดขึ้นไป
การให้ฮอร์โมน
มะเร็งบางชนิดจะแบ่งตัวเมื่อมีฮอร์โมน การให้ยาเพื่อเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโต ส่วนใหญ่จะใช้รักษามะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก
การรักษาอื่นๆ
เช่นการให้ภูมิเพื่อทำลายเซลล์เช่น interferon เป็นต้น

รู้จักโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีชื่อเรียกในประเทศต่างๆ หลายชื่อ คือ ไข้หวัดเม็กซิโก, ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอชวัน เอ็นวัน 2009, ไข้หวัดใหญ่จากสุกร (Swine Influenza) เป็นต้น เป็นไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งหมูอาจมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสมกันของยีนได้ ทำให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เริ่มต้นจากการสัมผัสกับหมูที่เป็นโรค สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เริ่มแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายๆ ประเทศทั่วโลกนั้น เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน และไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์, ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น
วิวัฒนาการไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009
ก่อนที่ไข้หวัดหมูดั้งเดิมจะกลายพันธุ์เป็นไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ดั้งเดิม พบมาตั้งแต่ ค. ศ.1918-1919 ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ 20-40 ปี และตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากนั้นโรคไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในช่วงต่างๆ ก่อให้เกิดโรคในคนอยู่มากกว่า 50 ราย โดยผู้ป่วย 61% มีประวัติสัมผัสหมู และมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ.1974 ไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในค่ายทหาร (Fort Dix) ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ มีผู้ป่วย 13 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยที่อีก 230 ราย ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการแต่น้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่มีประวัติสัมผัสหมู ซึ่งแสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการติดต่อจากคนสู่คน ต่อมาใน ค.ศ.1988 หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งเสียชีวิตในรัฐวิสคอนซิน และมีประวัติสัมผัสหมู จึงเกิดการสงสัยว่าไข้หวัดหมูอาจไม่ใช่พันธุ์หมูล้วน (classic H1N1) จนกระทั่งปี ค.ศ.1998 จึงพิสูจน์พบว่า หมูที่เลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกา มีไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ โดยมีพันธุกรรมผสมระหว่างหมู คน และนก เกิดสายพันธุ์ผสม (Triple assortant virus) H3N2, H1N2, และ H1N1 (วารสารโรคติดเชื้อ JID 2008) และสายพันธุ์ผสมนี้ยังพบได้ในเอเชีย และแคนาดาจากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2008 ได้พบไข้หวัดหมูผสมสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) ที่ประเทศสเปน จากหญิงอายุ 50 ปีที่ทำงานในฟาร์มหมู โดยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คันคอ คันตา และหนาวสั่น แต่อาการเหล่านี้หายไปได้เอง โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใดๆ จึงไม่มีการคาดการณ์ว่า ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่จะเป็นอันตรายมากนัก จนกระทั่งล่าสุด เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู หรือที่มีการบัญญัติชื่อใหม่ว่า ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ลามไปทั่วโลก และมีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่า โรคนี้สามารถแพร่กันระหว่างคนสู่คน เนื่องจากเชื้อโรคได้วิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์แล้ว

การติดต่อโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009
เชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไป และเชื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยระยะฟักเชื้อของไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้นอยู่ที่ประมาณ 3-7 วัน หากผู้ป่วยได้รับเชื้อมากระยะฟักตัวก็จะเร็ว ซึ่งทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยด้วยว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้เชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นด้วยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด รวมทั้งติดต่อกันทางลมหายใจ หากอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ และสามารถติดต่อได้จากมือ หรือสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา ซึ่งสามารถแพ้เชื้อได้ ตั้งแต่ผู้ติดเชื้อยังไม่ปรากฎอาการ หรือหลังจากปรากฎอาการไข้แล้ว ขณะที่นักวิชาการขององค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซาร์ส และไข้หวัดนก แต่อัตราการเสียชีวิตมีน้อยกว่า คืออยู่ที่ร้อยละ 5-7 ขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009
เมื่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฎอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่าและรวดเร็วกว่า นั่นคือ มีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม เบื่่ออาหาร บางรายอาจท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ เดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุรา นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ระยะติดต่อ
ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ ห้าวันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้ นาน 10 วัน

โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดอักเสบตามมา รวมถึงหัวใจวาย และอาจจะทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งโรคแทรกซ้อนนี้สามารถคร่าชีวิตได้ หากผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และติดยาเสพติด เป็นต้น

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009
โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อจากคนสู่คน ซึ่งวิธีการป้องกันการติดต่อของโรคได้ดีที่สุด คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งผู้ที่ป่วยเป็นหวัด ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันโอกาสการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่จะเข้าไปผสมกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลในตัวผู้ป่วย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเชื้อใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ดื้อยาเพิ่มขึ้น และแพร่ระบาดจากคนสู่คนมากขึ้นต่อไป นอกจากนี้หากใครที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และมีไข้สูง ให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที เพื่อจะได้เฝ้าระวังและรักษาได้ทัน

วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่
วัคซีนสำหรับรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ อาจไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ แต่ก็ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นตามฤดูกาลได้ ซึ่งอาจจะช่วยป้องกันไม่ให้ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ผสมกับไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ จนกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ที่รุนแรงมากกว่าเดิม ทั้งนี้วัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนชนิดฉีด และเป็นวัคซีนเชื้อตาย จำนวน 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดเอ 2 สายพันธุ์ และชนิดบี 1 สายพันธุ์ ทุกปีจะมีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขึ้นมาใหม่ โดยองค์กรอนามัยโลกจะคาดเดาว่า ในปีนั้นจะมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใดระบาด และแยกผลิตเป็นสองสูตร สำหรับประเทศในซีกโลกเหนือ และประเทศในซีกโลกใต้ วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่นี้ สามารถฉีดได้ในเด็ก ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 9 ปี หากไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนในปีแรก ให้ฉีด 2 เข็ม โดยห่างกัน 1 เดือน จากนั้นให้ฉีด 1 เข็ม ในแต่ละปี หากเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ให้ฉีดวัคซีนปีละครั้ง โดยทั่วไปการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันโรคได้ร้อยละ 60-90 หรือหากเป็นขึ้นมา อาการของโรคก็จะไม่รุนแรงนัก ทั้งนี้หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว อาจมีอาการปวดบวมแดงเฉพาะที่ หรืออาจมีไข้หรือปวดเมื่อยตามตัว นาน 1-2 วัน แม้ว่าโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะมีอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไม่มากนัก และผู้ติดเชื้อในประเทศไทยจะได้รับการรักษาจนหายแล้วก็ตาม แต่อย่างไรเราก็ควรต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถเตรียมการป้องกัน และเฝ้าระวังได้อย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ดีที่สุด ก็คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และล้างมือบ่อยๆ เพื่อกำจัดเชื้อโรคออกไปนั่นเอง

เคล็ดลับสุขภาพดี

สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวังผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหารก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิวควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากันถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพหลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

6. ความเครียดทำลายผิว ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติกเพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรังหลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

9. เท้าและข้อเท้าบวมถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีนเครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

11. ดื่มน้ำเร็ว...อันตรายใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

12. แดดอ่อนตอนเช้าแสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

13. เบาหวานอย่าทานไข่ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

14. อยากผอมต้องน้ำเย็นการดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่นถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศสำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหารสำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกมถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

กลอนวันครู

พระจันทร์เพ็ญเด่นสกาวพราวกระจ่าง ส่องสว่างผ่องประภัสจำรัสฉายกระพริบแสงเด่นฟ้าดาราราย ความมืดคลายฟ้าสวยด้วยจันทร์เพ็ญความมืดเหือนอวิชาประดาศิษย์ ครูนิมิตแสงไฟให้มองเห็นประคองศิษย์เคียงข้างไม่ว่างเว้น ผ่านทุกข์เข็ญสู่วิถีที่ดีงามจับมือน้อยค่อยบรรจงลงอาลักษณ์ แจ้งประจักษ์รักอุ่นคุณที่สามศิษย์หลงชั่วมัวเมาคอยห้ามปราม ชี้ทางยามศิษย์มืดมนซึ่งหนทาง...

กลอนวันพ่อ

รักของพ่อบริสุทธิ์ดั่งสายฝน ที่ท่วมท้นไนไจลูกไม่จางหายลูกคนนี้จารักพ่อจนวันตาย ก็ไม่คลายความรักที่ลูกมีรักของพ่อยิ่งใหญ่มีใครเท่า พ่อคอยเฝ้าดูแลเราไม่หน่ายหนีท่านคอยสอนให้ฉันเป็นคนดี ขอมอบกลอนนี้ให้แด่พ่อเอย


ชายคนนี้ทั้งชีวิต ไม่เคยคิดจะให้ความทุกข์และให้แต่ความรักและความสุข คนๆนั้นเรารู้จักและคุ้นเคยก็คือพ่อผู้ที่มีพระคุณ

สำหรับแม่น้อยกว่านี้ได้อย่าไร

เนื่องด้วยใกล้จะถึงวันแม่แห่งชาติ
ก็เลยมีกลอนบอกรักแม่ขึ้นมา


น้ำทะเลแสนหยด ยังแพ้หนึ่งหยดน้ำนมแม่


จะเอาโลกเอาแผ่นดินสิ้นแผ่นฟ้ามาเปรียบกับคุณมารดาหาได้ไม่พระคุณแม่มีค่ามากเหนืออื่นใดคอยห่วงใยใส่ใจทุกเวลาคำว่า (แม่) แม่คำนี้มีค่านักลูกตระหนักถึงพระคุณหนุนใฝ่หาคอยเลี้ยงดูป้อนข้าวป้อนนมมาพระคุณหนาล้นพ้นเกินตอบแทน......


จากอุ้มท้องประครองครรภ์จนวันคลอดลูกจะรอดหรือปลอดภัยอาศัยแม่ถึงเหนื่อยยากลำบากกายไม่เคยแคร์เฝ้าดูแลแต่อุ้มท้องประครองครรภ์เมื่อคลอดมาเป็นทารกยังปกป้องคอยสอดส่องดูแลไม่แปรผันไม่ยอมห่างเพราะห่วงดวงชีวันด้วยรักมั่นพันผูกลูกของตนเมื่อลูกหิวแม่หานมมาป้อนเมื่อลูกอ้อนแม่ให้ไม่เคยบ่นเมื่อลูกทุกข์แม่ทุกข์สุดจะทนเพื่อลูกตนแม่ทำได้ไม่อายใคร

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รู้จักกันไว้น๊า...!

ชื่อ นายอนุวัตร คำมุงคุล เล่นๆ อิ๋ว
ชั้น ม.5/2 เลขที่ 6
E-mail:Miny_xv@hotmail.com
โรงเรียนอาเวมารีอา
คุณครูวีระชน ไพสาทย์ ผู้แนะนำ
เวลาที่ใช้ 5 นาที

ความรู้สึกเวลาทำ:
-ทำง่าย
-ใช้เวลาไม่มาก
-ไม่ยุ่งยาก

เป้าหมายในการทำ:
-เป็นการทำสื่ออย่างหนึ่ง
-เพื่อเผยแพร่ความรู้ความสามารถ
-ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
-ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ